จดหมายถึงญาติมิตรพัฒนาสังคม ฉบับที่ 3 (12 ธ.ค.2549)
หนึ่งสัปดาห์ควรพักหนึ่งวัน
ผมได้คิดไว้ในใจว่า ร่ายกายของคนเรา รวมถึงสมองและจิตใจ ควรได้รับการพักผ่อนเป็นระยะๆ ประมาณว่าในหนึ่งสัปดาห์น่าจะได้พักผ่อนสักหนึ่งวัน ซึ่งคงจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์
กระทรวง พม. เองก็ได้ส่งเสริมให้วันอาทิตย์เป็น “วันครอบครัว” ซึ่งน่าจะหมายถึงเป็นการพักผ่อนจากภารกิจการงานไปด้วยในตัว
ผมเองได้พยายามจะมี “วันพักผ่อน” และหรือ “วันครอบครัว” ในวันอาทิตย์หรือวันเสาร์มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าทำได้บ้างไม่ได้บ้าง
ก็ยังดีนะครับที่ได้พยายาม และทำได้บ้าง ไม่ถึงกับว่าไม่ได้ทำเลย
(ที่พูดเช่นนี้คงเป็นการปลอบใจตัวเองกระมัง !)
ยิ่งเมื่อมารับหน้าที่เป็นรัฐมนตรี ซึ่งย่อมมีภารกิจมากกว่าเมื่อยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ผมก็ยิ่งตั้งใจพยายามจะมีวันพักผ่อนสักสัปดาห์ละหนึ่งวัน
จะได้ผ่อนคลาย ทำอะไรสบายๆ อยู่กับครอบครัว (ถ้าครอบครัวอยู่ !) อ่านหนังสือแบบไม่เคร่งเครียด และเขียน “จดหมายถึงญาติมิตรพัฒนาสังคม”
แต่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว เป็นรัฐมนตรีมาถึงสองเดือน ยังไม่สามารถมี “วันพักผ่อน” ได้ครบทุกสัปดาห์
เช่นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 พ.ย. ตื่นแต่เช้ามืดตีห้ากว่า เดินทางไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บินไปหาดใหญ่ เยี่ยมศึกษาชุมชน 2 แห่ง ร่วมประชุมสัมมนาขับเคลื่อน “สังคมไม่ทอดทิ้งกัน” สำหรับจังหวัดในภาคใต้ ต่อด้วยการประชุมกับ พมจ. ของจังหวัดในภาคใต้และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมหลายสิบคน ทานอาหารค่ำ แล้วมาสนามบินหาดใหญ่ บินกลับมากรุงเทพฯ ถึงบ้านเอาประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง
รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 26 พ.ย. ตื่นแต่เช้ามืดอีก นั่งรถไปจังหวัดจันทบุรี ร่วมประชุมสัมมนาขับเคลื่อน “สังคมไม่ทอดทิ้งกัน” สำหรับจังหวัดในภาคกลาง รวมถึงการชมนิทรรศการที่เขาจัดแสดงไว้มากและดี แล้วประชุมร่วมกับ พมจ. และเจ้าหน้าที่อื่นๆจากจังหวัดในภาคกลาง นั่งรถกลับ กทม. ทานอาหารค่ำระหว่างทาง กลับถึงบ้านประมาณ 4 ทุ่ม
สองวันหลังจากนั้น ในวันจันทร์ที่ 27 และวันอังคารที่ 28 พ.ย. ภารกิจค่อนข้างมากและเร่งรีบ ทานอาหารเร็วเกินไปและมากเกินไป โดยเฉพาะในวันอังคารที่ 28 ทำให้รู้สึกแน่นอืดไม่สบายเป็นไข้น้อยๆ ตกกลางคืนนอนหลับๆตื่นๆ ต้องลุกขึ้นเดินไปมาและไปนั่งหลับบนโซฟาสองครั้งเพื่อบรรเทาอาการท้องแน่นอืด
(ญาติมิตรที่รู้จักผมอย่างใกล้ชิดหน่อย คงพอจำได้ว่าผมได้รับการ “ผ่าตัดใหญ่” เมื่อปี 2547 (วันที่ 9 กันยายน ใช้เวลาผ่าตัดเกือบ 9 ชั่วโมง) อวัยวะภายในท้องผมถูกตัดไป 4 อย่าง คือ ตับอ่อนถูกตัดไป 30% กระเพาะถูกตัดไป 30% ท่อน้ำดีพร้อมถุงน้ำดีถูกตัดไป และ Duodenum หรือส่วนของลำไส้เล็กที่ออกจากกระเพาะถูกตัดไปประมาณ 1 ฟุต ดังนั้น สมรรถภาพของผมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและย่อยอาหารจึงไม่เหมือนปกติทีเดียว)
วันพุธที่ 29 จึงเป็นวันที่ผมยังรู้สึกเหนื่อยเพลียไม่ค่อยสบาย ซึ่งตรงกับวันที่ผมต้องไปนั่งประชุมในสภานิติบัญญัติแห่งชาติคู่กับท่านรองนายาฯ มรว. ปรีดิยาธร เพื่อเตรียมเผื่อจะต้องชี้แจงเกี่ยวกับ “แผนการรณรงค์ให้ลดละเลิก อบายมุข” อันเกี่ยวเนื่องกับการเสนอร่าง “พรบ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล”
วันนั้น ผมรู้สึกเหนื่อยและง่วงนอนเป็นกำลัง ผมคงพยายามแก้ง่วงด้วยการเอานิ้วกดในตาและเอามือคลุมหน้าเป็นบางช่วง
วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงรูป มรว.ปรีดิยาธร และผมในหน้า 1 เห็นผมกำลังเอามือคลุมหน้าพอดี และมีคำบรรยายทำนองว่าฝ่ายรัฐบาลคงจะเคร่งเครียดมากจากการอภิปรายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ !
เป็นความจริงที่วันนั้นสมาชิก สนช. จำนวนมาก อภิปรายให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของรัฐบาลเกี่ยวกับการออกหวย 2 ตัว 3 ตัว
แต่ผมไม่ได้เคร่งเครียดอันเนื่องจากคำอภิปรายของสมาชิก สนช. ดอก
ผมเหนื่อยเพลียไม่ค่อยสบายและง่วงนอนจากการไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอและไม่ได้ดูแลสุขภาพให้ดีพอต่างหาก !
ดังนั้น ผมจึงตั้งใจกับตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่า จะต้องพยายามมี “วันพักผ่อน” ประมาณสัปดาห์ละ 1 วันให้ได้
สวัสดีครับ
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
อ้างอิง
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย นาย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ใน ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
เว็บไซต์ ต้นฉบับ https://www.gotoknow.org/posts/67011